ของหวาน ความอร่อยที่ต้องระวัง

มาตรฐาน

เด็กกับของหวานนี่เป็นของที่แยกกันไม่ได้เลย ความหวานทำให้เกิดความสดชื่น จนบางคนถือว่าการได้กินของหวานทำให้แจ่มใสมีความสุข 

และเกิดอาการติดได้ สิ่งที่เกิดขึ้นว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์ก็ไม่น่ามีอะไรที่เป็นปัญหามาก แต่ตามหลักทางพุทธของเราอะไรที่มากเกินไปก็มักมีปัญหาทั้งนั้นครับ แล้วเด็กจะมีปัญหาอะไรบ้าง เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง

เรื่องของหวาน ๆ นี่ตามธรรมชาติก็เป็นสิ่งที่น่าอภิรมย์สำหรับเด็กและทุกคน เนื่องจากน้ำตาลซึ่งมีรสหวานจะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้นมาในระดับที่ร่างกายต้องการ การกินน้ำตาลมักทำให้อารมณ์ดี มีความกระปรี้กระเปร่าแม้ในขณะที่หิวมาก ๆ ก็ยังรู้สึกดีขึ้นมากถ้าได้กินน้ำตาลหรือน้ำหวานสักแก้ว 

ปัญหาก็คือเมื่อกินของที่มีรสหวานก็จะเกิดความอยากบ่อยขึ้นและจะเกิดการติดใจเลยกินไม่เลิก ตอนนี้แหละครับลำบาก ในเด็กนี่เร็วมากครับพอได้ลิ้มชิมรสหวานแล้วละก็ ไม่เอาแล้วของรสจืด เลิกกินกันไปเลย ปัญหาก็คือของที่เราป้อนไม่ว่าจะเป็นข้าว นม ก็เป็นของจืดทั้งนั้น เด็กก็เลยพาลไม่ยอมกินกันเลย จะกินแต่ของหวาน นาน ๆ เข้าก็เลยต้องใส่น้ำตาลในอาหารทุกอย่าง หรือแม้แต่นมก็ต้องมีรสหวาน ทีนี้แหละครับ ปัญหาก็ตามมาเป็นพรวนเลย

เมื่อเด็กกินของหวานเข้า โดยทั่วไปผู้ใหญ่มักจะคิดว่าเด็กจะกินได้มากขึ้น แต่ในเด็กที่ผอมและกินอาหารยากกลับกินไม่ลง ในทางตรงกันข้ามในเด็กที่อ้วนกลับกินไม่พอ เนื่องจากเด็กที่ผอมระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นจะไปทำให้ระดับฮอร์โมนอินซูลินสูงขึ้น เจ้าฮอร์โมนตัวนี้ทำหน้าที่สองอย่างครับ คือทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงเนื่องจากน้ำตาลถูกนำไปใช้ หน้าที่อีกอย่างก็คือไปกดความต้องการอาหารในเด็ก ในขณะที่เด็กอ้วนนั้นระดับอินซูลินไม่สามารถระงับความต้องการอาหารได้ ก็เลยกินเอา กินเอาไม่ยอมหยุดด้วย ความเอร็ดอร่อย ทีนี้ที่คิดว่าจะแก้ปัญหาให้กินได้มากขึ้นในเด็กผอมก็เลยกลายเป็นสร้างปัญหาไป นอกจากนี้น้ำตาลหวาน ๆ พวกนี้ก็ยังสร้างปัญหาโลกแตกให้คุณหมอฟันมากเลยครับ ลองคิดดูว่าถ้าเด็กเล็กโดยเฉพาะที่อายุน้อยกว่า 3 ขวบนี่ จะแปรงฟันทีก็ยากเย็นแสนเข็ญ ถ้าติดนมหวาน ขนมหวาน แถมติดขวดนมอีก แย่แน่ เพราะจะต้องฟันผุแน่นอนครับ ปัญหาเป็นปัญหาใหญ่มากจนทำให้ที่ประเทศสิงคโปร์โฆษณาชวนเชื่อให้เด็กเลิกของหวานกันเลย แถมในรัฐแคลิฟอร์เนียก็มีข่าวแว่ว ๆ ว่าอาจไม่ให้ขายน้ำโค้ก แสดงว่าเขาเอาจริงครับ แต่ในประเทศเราท่าทางจะยากเนื่องจากความเข้าใจเรื่องนี้มีน้อย ขนาดนมในโรงเรียนยังเป็นนมหวานเลยครับ แต่ก็เป็นที่น่ายินดีที่มีข่าวว่าอีกไม่นาน นมโรงเรียนจะเปลี่ยนเป็นนมจืดทั้งหมดแล้ว แหม น่าดีใจแทนเด็ก ๆ 

ความหวานนี่เคยมีคนพิสูจน์มาแล้วว่าทำให้เด็กค่อนข้างซุกซนผิดปกติ แถมยังไม่ค่อยมีสมาธิกับการเรียน ถึงแม้ว่าการศึกษาระยะหลัง ๆ ไม่ค่อยสนับสนุนนัก แต่ก็มีคนที่ค่อนข้างเชื่อว่า สมาธิกับของหวานน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน ก็คงต้องรองานวิจัยที่แน่ชัดต่อไป แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ ความหวานมีส่วนทำให้เด็กที่อ้วนอยู่แล้ว อ้วนมากขึ้น และอ้วนง่าย เนื่องจากความหวานมีรสอร่อย เด็กก็เลยกินมากเป็นธรรมดา ยิ่งอร่อยยิ่งอยากกิน จนในที่สุดก็อ้วนฉุ เอ บาคนถามว่าน้ำตาลอ้วนได้ยังไง ก็ขอเล่าแจ้งแถลงไปให้ทราบกันเลยว่าน้ำตาลนี่เปลี่ยนไปเป็นไขมันได้นะครับ พออ้วนมาก ๆ เข้า ก็ทำให้มีโอกาสเกิดปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สำหรับรายละเอียดของโรคเหล่านี้ผมก็เล่าแจ้งไปบ้างใน Health Today ฉบับก่อน ๆ แล้วนะครับ 

มีคนมักถามว่าผลไม้หวาน ๆ ล่ะ? กินได้มั้ย คำตอบก็คือว่า ความจริง ถ้ากินผลไม้กันเป็นผล ๆ และกินไม่มากจนเกินไป ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะผลไม้ที่กินทั้งผลมักจะได้กากใยด้วย ซึ่งเป็นผลดีต่อลำไส้และการขับถ่าย แถมทำให้การดูดซึมไม่เร็วไปนัก แต่คนเดี๋ยวนี้ขี้เกียจเคี้ยวกัน จะกินผลไม้ก็ต้องกินแต่น้ำ จะกินผักก็กินแต่น้ำผัก ผมว่าท่าทางจะขี้เกียจเคี้ยวมากไปหน่อย ก็เลยทำให้อดกินของดี ๆ อีกหลายอย่างที่มีในผักและผลไม้ เดี๋ยวนี้เครื่องคั้นผลไม้แบบแยกกากมีขายกันเกร่อ ทำให้กินกันแต่น้ำผลไม้ไม่กินกากกันเลย ความจริงกากผลไม้นั่นแหละครับของดี ส่วนน้ำผลไม้นั่นไม่เท่าไหร่ มีวิตามินนิดหน่อยกับน้ำตาลก็เท่านั้นเอง ถ้ากินมาก ๆ ไปก็ไม่ใช่ว่าจะดีนะครับ บางคนกินน้ำผลไม้วันละเป็นลิตร ๆ เลยได้น้ำตาลไปมากเกินควร ก็อ้วนได้นะครับ

ก็เล่าสู่กันฟังสำหรับของหวานกับเด็ก ผมว่าความจริงแม้ว่าเด็กกับของหวานจะเป็นของคู่กันก็ตาม แต่ก็ไม่จำเป็นต้องให้เด็กกินหรือรู้จักขนมหวานมากนัก อาจให้เด็กกินผลไม้และอาหารที่มีรสหวานได้บ้าง แต่ก็ไม่ควรมากหรือบ่อยเกินไป การกินอาหารรสไม่จัดน่าจะเป็นประโยชน์กับเด็กมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นความเชื่อที่ว่าการกินนมที่มีรสหวานจะทำให้เด็กสามารถกินนมได้มากขึ้นนั้นไม่เป็นจริงอย่างที่คิด แถมยังมีผลเสียมากมาย ที่สำคัญบางคนให้เด็กกินนมเปรี้ยว และโยเกิร์ต ด้วยความหวังว่าเด็กจะได้กินนมบ้าง แต่ไม่ทันคิดว่านมเปรี้ยว และโยเกิร์ต ที่ขายตามท้องตลาดนั้นมีเนื้อนมแค่ประมาณครึ่งเดียว แต่มีน้ำตาลค่อนข้างสูงเด็กทีกิ่นแล้วเลยพาลไม่กินข้าวไปเลย 

มะเขือเทศ สารต้านมะเร็ง

มาตรฐาน

ใบหน้าเปล่งปลั่งสดชื่น
กรดผลไม้ในมะเขือเทศมีสรรพคุณช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายให้หลุดลอก ทำให้ผิวเปล่งปลั่ง นำมะเขือเทศขนาดปานกลาง 1 ผลไปบดให้ละเอียดด้วยเครื่องปั่น กรองด้วยผ้าขาวบางคั้นเอาน้ำ เติมนมข้นจืดในปริมาณเท่ากับน้ำมะเขือเทศที่ได้ นำส่วนผสมที่ได้มาลูบไล้ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก

 
ล้างพิษด้วยน้ำมะเขือเทศ
มะเขือเทศอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอ ซี และอี ซึ่งช่วยเสริมสร้างพลังงานและขจัดสารพิษออกจากร่างกาย นำมะเขือเทศหั่นเป็นชิ้น ๆ จำนวน 450 กรัม น้ำมะนาว 2 ช้อนชาใส่ในเครื่องปั่น เติมเกลือและพริกไทยอีก ประมาณหยิบมือ ปั่นส่วนผสมทั้งหมดจนเข้ากัน ดื่มเป็นประจำทุกเช้าจะช่วยให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

 
ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง
ใคร จะคิดบ้างว่าการกินซอสมะเขือเทศช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ มะเขือเทศช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งที่ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ปลายลำไส้ใหญ่ และปลายทวารหนักได้ถึง 60% และยังช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งที่อัณฑะในเพศชาย มีหลักฐานระบุว่า มะเขือเทศปรุงสำเร็จรูปมีไลโคปีน (Iycopene) ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็งอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นอย่าลืมให้ซอสมะเขือเทศเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องปรุงอาหารของคุณ รู้อย่างนี้แล้วก็อย่ากินทิ้งขว้าง เหยาะให้เกลี้ยงไม่ให้ติดเหลือก้นขวด

 
ลดการบวม
โปแทสเซียมจำนวนมากในมะเขือเทศ ช่วยควบคุมสมดุลของเหลวในเซลล์และเนื้อเยื่อ ลดบวมตามร่างกายหรือที่เรียกว่าบวมน้ำ บรรเทาอาการอักเสบบวม อย่าลืมรับประทานสลัดที่มีมะเขือเทศเป็นอาหารมื้อต่อไป เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหาร

9 วิธีหยุดตัวเองให้ออกมาจากความโกรธ โมโห

มาตรฐาน

“โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า” วลีนี้มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเปรียบเปรยคนที่มีอารมณ์โกรธและโมโหจนไม่สามารถควบคุมสติและอารมณ์ได้ ยิ่งในสภาพสังคมปัจจุบัน ดูเหมือนเราจะได้รับการกระตุ้นให้เกิดความโกรธได้ง่ายเป็นพิเศษ ทั้งเรื่องงาน และความไม่ได้ดั่งใจของคนในบ้าน

วันนี้มีคำแนะนำดีๆ จาก พิทยา ผึ่งกรรฐ์ นักจิตวิทยาโรงพยาบาลมนารมย์มาฝากกัน โดยเธอเริ่มต้นบอกถึงพิษของความโกรธว่า มีแนวโน้มแสดงออกได้ทั้งแบบก้าวร้าวต่อตนเอง และก้าวร้าวต่อผู้อื่น หากไม่เข้าใจไม่ยอมรับความโกรธที่เกิดขึ้นและเก็บกดไว้ความโกรธยังไม่หายไปไหน และกลับมาเป็นความก้าวร้าวกับตนเองได้

ยกตัวอย่างเช่น บางครั้งอาจไม่พอใจเจ้านาย และแสดงพฤติกรรมในทางที่ทำให้เกิดผลเสียต่อตนเองได้ อาทิ การมาทำงานสายการไม่ส่งงานการนอนมากเกินไปจนมาทำงานไม่ทันหรือการแสดงออกในแบบก้าวร้าวซึ่งอาจส่งผลให้ถูกออกจากงานได้หรือทำให้เกิดปัญหาในการทำงานซึ่งทำให้เป้าหมายในชีวิตไม่เป็นตามที่ตั้งใจไว้

นอกจากนี้ การก้าวร้าวกับผู้อื่นมีผลให้สูญเสียความสัมพันธ์ เสียภาพพจน์หรือเสียชื่อเสียงขาดความน่าเชื่อถือหรือหากรุนแรงมากเกิดทำร้ายกันก็ทำสูญเสียทั้งร่างกาย และทรัพย์สินได้

ดังนั้น เพื่อเป็นตัวช่วยให้ผู้อ่านฉุดตัวเองออกจากวงจรความโกรธ นักจิตวิทยาท่านนี้ ได้แนะเทคนิคไว้ 9 ข้อดังต่อไปนี้ เริ่มจาก

1.ตระหนักรู้อารมณ์โกรธที่เกิดขึ้น ร่างกายของคุณมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หัวใจเต้นมากขึ้น รู้สึกร้อนๆ บริเวณใบหน้า การหายใจสั้นลง

2.ยอมรับความโกรธที่เกิดขึ้น ช่วยให้ความโกรธลดลงเพราะการยอมรับทำให้ความโกรธลดลงอันนี้ต้องลองทำกันดูหากเรายิ่งโทษสิ่งแวดล้อมแน่นอนว่ามีปัจจัยต่างๆที่ทำให้โกรธแต่เราอาจมีประสบการณ์ว่ายิ่งเราหาคนมารับผิดชอบกับความรู้สึกของเราความโกรธก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

3.หายใจเข้าออกลึก ๆ ผ่อนคลายตนเอง อาจเป็นการพูดคุยระบายกับคนที่คุณไว้ใจ หรือหากหาคนรู้ใจไม่ได้ ก็หาทำกิจกรรมที่ตนเองชอบ เช่น การอ่านหนังสือ ฟังเพลง ไปเที่ยว

4.รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น อย่าหวั่นไหวกับความเห็นของผู้อื่น หรือรู้สึกด้อย

5.ใช้ I message บอกกับคู่สนทนาว่า คุณคิดอย่างไร “ดิฉันคิดว่า…” “ดิฉันอยากเสนอว่า….” หรือ “ขอเสนอความเห็นว่า….”

6.ดำเนินการสนทนาไปเรื่อยๆ

7.หากรู้สึกควบคุมไม่ได้ ให้ออกมาจากสถานการณ์นั้นก่อน และควรขอตัวคู่สนทนา อาจบอกวันนี้ขอคุยเรื่องนี้เพียงเท่านี้ก่อน

8.ปรับเปลี่ยนความคิด คิดแบบใดก็ได้ที่ทำให้โกรธน้อยลงการขัดแย้งหลายครั้งก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์และการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเพราะความโกธรที่เกิดขึ้นนั้นมีประโยชน์ทำให้เรารับรู้ว่าเราถูกล่วงละเมิดสิทธิเกิดอันตรายทัศนคติที่ดีของพ่อแม่ที่มีต่อความโกรธสามารถมีผลต่อ

วิธีการเลี้ยงลูกเมื่อเห็นลูกโกรธแล้วทำลายข้าวของให้ถือเป็นโอกาสสอนลูกว่าตอนนี้เขากำลังโกรธลองพาลูกไปทำกิจกรรมอย่างอื่นที่สร้างสรรค์แทน

9.หลีกเลี่ยงการนินทา เพราะนำไปสู่ความเข้าใจผิดและเกิดความขัดแย้งมากขึ้นอย่างไรก็ดี นักจิตวิทยารายนี้ ทิ้งท้ายว่า ความโกธรถือเป็นธรรมชาติของชีวิตที่เกิดขึ้นได้เสมอและหลายครั้งก็นำไปสู่การสร้างสรรค์ได้ เมื่อเกิดความโกรธก็ให้ถือว่าเป็นโอกาสที่ได้ฝึกฝนตนเองยิ่งคุณจัดการอารมณ์ได้ดีเท่าใดจะทำให้คุณมีความมั่นใจในตนเองเกิดความนับถือตนเองมากขึ้นลดปัญหาความยุ่งยากที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นได้เพื่อให้เรามุ่งไปยังเป้าหมายในชีวิตของตนเองอย่างราบรื่น

 

อาหารทานแล้วไม่แก่

มาตรฐาน

อาหารที่เราจะแนะนำต่อไปนี้คือ อาหาร 7 อย่างที่จะช่วยชะลอสัญญาณแห่งวัย ไม่ว่าจะเป็นผมร่วง ผิวแห้ง เฉื่อยชา เพื่อให้คุณ ๆ ดูอ่อนกว่าวัยได้ภายใน 3-6 เดือน มีอะไรบ้างไปดูกันค่ะ…

1. หยุดผมร่วง ด้วยการรับประทานกล้วย ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินบี สามารถช่วยป้องกันผมร่วงได้ดี หากรับประทานกล้วยในปริมาณที่พอดี จะช่วยรักษาเส้นผมให้อยู่คู่หนังศีรษะได้อย่างยาวนาน

2. ลดผิวมัน ธัญญาหารล้วนอุดมไปด้วยวิตามินบี 2 ซึ่งช่วยหยุดยั้งการผลิตน้ำมันส่วนเกินของผลิตภายในร่างกาย ฉะนั้น การรับประทานธัญญาหารทุกเช้าจะช่วยลดปัญหาผิวมัน และเส้นผมมันบางได้ดี

3.หยุดการลอกของผิวหนัง หากรับประทานปลาแซลมอนในเกลือรมควัน อาหารทะเล หรือสลัดผักเป็นประจำ จะช่วยทำให้หยุดปัญหาการหลุดลอกของผิวหนังได้

4.ผิวเนียนใสเหมือนเด็ก ใครอยากมีผิวที่เนียนใสเหมือนเด็กทารก ให้กินมะม่วงเป็นประจำ เนื่องจากมะม่วงมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี ช่วยกระตุ้นการสร้างผิวหนัง รวมทั้งหนังศีรษะ เพื่อทดแทนของเดิมที่หยาบแห้งและขรุขระให้กลับมีความชุ่มชื่น และนุ่มเนียนอีกครั้ง

5. ชะลอผมหงอก ถั่วลิสงอบเนยรวมกับเกล็ดขนมปังที่อบมาร้อน ๆ ก่อนมื้ออาหาร สามารถช่วยชะลอผมหงอกได้ เพราะถั่วลิสงมีวิตามินบี ที่สามารถหยุดการเปลี่ยนสีผมให้เป็นสีดอกเลา แถมยังทำให้ผิวหนังดูดีขึ้นด้วย

6. ดูหนุ่มสาวขึ้นอีก 5 ปี ฝรั่งหรือน้ำฝรั่ง ซึ่งอุดมด้วยวิตามินซี จะช่วยเก็บรักษาคอลลาเจนที่เป็นบ่อเกิดแห่งโปรตีนภายใต้ผิวหนัง หรือรับประทานมะละกอ ส้ม ลูกเกดสีดำอบแห้ง ร่วมกับผลไม้อื่น ๆ เป็นประจำ ก็จะช่วยเพิ่มวิตามินซีได้ ทำให้คุณดูอ่อนกว่าวัยมากถึง 5 ปี

7. ปกป้องใบหน้าจากมลพิษ อะโวคาโด ซึ่งอุดมด้วยวิตามินบี จะช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย และร่างกายเกิดความต้านทานจากการทำลายในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการถูกทำลายจากบรรยากาศที่มลภาวะเป็นพิษด้วย

รู้แบบนี้แล้ว ก็หันมาใส่ใจเรื่องอาหารการกินให้มากขึ้นนะคะ เพราะมีผลต่อสุขภาพร่างกายของคนเราโดยตรงเลยก็ว่าได้…เลือกกินสิ่งที่ดี เพื่อตัวเราเองนะคะ

เทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่

มาตรฐาน

แนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศ

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 ซึ่งเป็นปีที่บริษัทไอบีเอ็มได้นำไมโครคอมพิวเตอร์ออกจำหน่าย

ไมโครคอมพิวเตอร์ในขณะนั้นใช้ซีพียู 8088 แต่เพียงไม่กี่ปีก็พัฒนามาเป็น 80286 และในยุคปัจจุบันก็ได้พัฒนามาเป็น Pentium ซึ่งเป็นรุ่นที่เรากำลังใช้อยู่นี้ ขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์รุ่นนี้มีความเร็วในการคำนวณมากกว่าเดิม ในเรื่องของความจุของฮาร์ดดิสก์เช่นเดียวกัน ฮาร์ดดิสก์รุ่นแรกที่ใช้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์มีความจุเพียง 10 เมกะไบต์ แต่ปัจจุบันความจุของเครื่อง Pentium จะมีประมาณ 40 จิกะไบต์ จากแนวโน้มทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่กล่าวมานี้ พอจะเห็นได้ว่าคอมพิวเตอร์มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นในเชิงประสิทธิภาพ และปริมาณความจุอย่างต่อเนื่องทุกปี ขีดความสามารถเหล่านี้ทำให้การทำงานของคอมพิวเตอร์ตอบสนองความต้องการผู้ใช้ได้ดีขึ้น

คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง

พัฒนาการคอมพิวเตอร์ที่กล่าวมาแล้วทำให้การผลิตชิพที่เป็นซีพียูมีจำนวนทรานซิสเตอร์อยู่ในชิพได้มากหลายล้านตัว ดังเช่น Pentium มีจำนวนทรานซิสเตอร์ในชิพเดียวกันถึงกว่า 4 ล้านตัว ขนาดของทารนซิสเตอร์ภานในชิพมีขนาดเล็กลงเหลือเพียง 0.3 ไมโครเมตร เพื่อให้คอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพสูงขึ้น จึงมีผู้ออกแบบให้คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งมีซีพียูหลายตัว ซีพียูแต่ละตัวช่วยกันทำงาน เราเรียกคอมพิวเตอร์ที่มีหลายซีพียูว่า เครืคอมพิวเตอร์แบบมัลติโพรเซสเซอร์ (multiprocesser )

เทคโนโลยีแบบสื่อผสม

เทคโนโลยีแบบสื่อผสม (multimedia) หมายถึงการใช้สื่อหลายแบบผสมกัน ซึ่งมีทั้งที่เป็นข้อความ ตัวหนังสือ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียงพูด เสียงดนตรี และวีดิทัศน์ การใช้สื่อหลายชนิดกำลังเป็นที่นิยมกันมาก คอมพิวเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบันมีขีดความสามารถในการใช้สื่อหลายชนิด แต่เดิมการแสดงผลบนจอแสดงเฉพาะตัวอักำารข้อความ ต่อมาก็แสดงผลด้วยภาพกราฟิกไดดี สามารถทำภาพเคลื่อนไหวได้ ครั้นขีดความสามารถของซีพียูสามารถประมวลผลได้เร็วขึ้น ก็มีการเพิ่มเติมการใช้งานให้มีการประมวลผลด้วยเสียงได้ คอมพิวเตอร์จึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์รับเข้าคือไมโครโฟนเป็นตัวรับข้อมูลเสียง และอุปกรณ์ส่งออกคือลำโพงเพื่อแสดงเสียง คอมพิวเตอร์ที่ใช้งานกับสื่อผสมจึงต้องการซีพียูที่ทำงานได้เร็ว สื่อประสมจึงเหมาะกับซีพียูรุ่นใหม่ๆ และต่องการซอฟต์แวร์ที่ได้รับการพัฒนามาให้ใช้กับระบบนี้เท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์

ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ทำให้เกิดการแข่งขันกันทางธุรกิจสูงมากแข่งขันกันคิดประดิษฐ์อุปกรณ์ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ความเจริญก้าวหน้าทางด้านนี้เติบโตรุดหน้าจนเกินกว่าที่คนทั่วๆไปจะติดตามได้ทัน ดังนั้นเมื่อนักเรียนมีโอกาสควรศึกษาหาความรู้ และศึกษาถึงความก้าวหน้าในวิทยาการเห่านี้เพื่อจะได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ในที่นี้จะขอกล่าวถึงแนวทางการเปลี่ยนแปลงในเรื่องอุปกรณ์ต่างๆ คือ

1 ระบบควบคุมอัตโนมัติ คือชิ้นส่วนที่มีไมโครโพรเซสเซอร์เป็นส่วนประกอบ

2 ระบบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ คือระบบบัตรATM ที่ใช้กับเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ

3 อุปกรณ์บอกชี้ตำแหน่งบนพื้นโลก คือเครื่องบอกพิกัดเส้นรุ้ง บอกเส้นแวงบนพื้นโลกได้อย่างละเอียดตามตำแหน่งที่อยู่

4 อุปกรณ์พิเศษสำหรับรับข้อมูลและแสดงผล คืออุปกรณ์อ่านข้อมูลจากรหัสแท่ง อุปกรณ์อ่านข้อมูลด้วยแสง เป็นต้น

ปัญญาการประดิษฐ์

ปัญญาการประดิษฐ์ มีความหมายถึงการสร้างเครื่องจักให้สามารถทำงาน ได้เหมือนคนที่ใช้ปัญญา หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการประดิษฐ์ปัญญาให้คอมพิวเตอร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถจำลองการทำงานต่างๆ เลียนแบบพฤติกรรมของตน โดยเน้นแนวคิดตามแบบสมองมนุษย์ที่มีการวางแผนการเรียนรู้ การให้เหตุผล การตักสินใจ การแก้ปัญหา ตลอดจนการเลือกแนวทางดำเนินการในลักษณะคล้ายมนุษย์ ปัญญาการประดิษฐ์จึงเป็นเรื่องที่นักวิจัยได้พยายามดำเนินการและสร้างรากฐานไว้สำหรับอนาคต มีการคิดค้นหลักการ ทฤษฎี และวิธีการต่างๆ เพื่อทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานอย่างมีเหตุผล มีการพัฒนาโครงสร้างฐานความรอบรู้ งานวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์เป็นงานที่น่าสนใจมาก เพราะมีบางเรื่องที่แปลกใหม่ท้าทายความสามารถของมนุษฐ์ และเป็นงานที่รอนักวิทยาศาสตร์และนักคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ที่จะเข้ามาช่วยกันคิด ช่วยกันพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อไป

ทางด่วนข้อมูลสารสนเทศ

ลักษณะของทางด่วนสารสนเทศเหมือนกับระบบถนน ที่มีถนนสายหลัก สายรอง ซอย เชื่อมเข้าสู่บ้านเรือน โดยใช้เส้นใยนำแสงเป็นสายหลัก และใช้สื่ออื่นประกอบ เช่น คลื่นไมโครเวฟ ช่องสัญญาณสื่อสารผ่านดาวเทียม เส้นลวดทองแดง สายสัญญาณที่เชื่อมต่อเข้าบ้านเรือน ร้านค้า หรือสำนักงานจะเป็นสายสัญญาณที่รองรับข้อมูลจำนวนมากได้ หากทางด่วนสารสนเทศเป็นไปอย่างสมบูรณ์ จะมีการประยุกต์ใช้งานบนเส้นทางด่วนต่างๆมากมาย การพัฒนางานประยุกต์เป็นไปได้มากและมีรูปธรรมที่เด่นชัดดังนี้

1 ระบบโทรทัศน์

2 ระบบวิทยุ

3 การประชุมทางวีดิทัศน์

4 โทรศึกษาและโทรเวช

เทคโนโลยีโทรคมนาคมสมัยใหม่

เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมกำลังได้รับความสนใจอย่างยิ่ง การสื่อสารถือได้ว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่ทันสมัย ขณะเดียวกันพัฒนาการทางเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมก็ได้ก้าวหน้าขี้นไปอีกมาก มีการให้บริการระบบสื่อสารสมัยใหม่อยู่มากมาย เทคโนโลยีเหล่านี้จึงได้รับความสนใจและคนไทยควรได้รับรู้ เช่น

การสื่อสารผ่านดาวเทียม

การสื่อสารด้วยเส้นใยนำแสง

โครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล

ระบบเครือข่ายสวิตชิง

ระบบสื่อสารเคลื่อนที่

ในอนาคตมีโครงการที่จะใช้ดาวเทียมเป็นตัวควบคุมการสื่อสารประจำเซล โดยพื้นที่ทั่วโลกจะสื่อสารถึงกันได้หมด โครงการสื่อสารแบบนี้จะใช้ดาวเทียมที่โคจรในวิถีวงโคจรที่อยู่ห่างจากพื้นโลกไม่เกิน 10,000 กิโลเมตร และใช้ดาวเทียมประมาณ 66 ดวง ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าตลอดเวลา ดาวเทียมเหล่านี้จะไม่อย่ในตำแหน่งคงที่ แต่โคจรไปรอบโลกตลอดเวลา ทุกขณะบนพื้นโลกจะมองเห็นดาวเทียมหลายๆดวง ดาวเทียมเหล่านี้จะเป็นตัวเชื่อมโยงสัญญาณสื่อสารบนพื้นโลกที่มีการแบ่งเป็นเซลไว้ให้ติดต่อสื่อสารถึงกันได้หมด

 

ทำ SEO อย่างไรให้ YAHOO และ GOOGLE หันมอง

มาตรฐาน

หากคนทำเว็บไซต์คำนึงถึงสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ตแล้ว นั่นคือ จุดหมายที่คนเข้ามาหาข้อมูลต้องการอย่างยิ่ง ได้ข้อมูลตรงตามที่ตนต้องการ เว็บไซต์ก็จะได้มีผู้เยี่ยมชมเพิ่มขึ้น แต่ในโลกความเป็นจริงทุกวันนี้ SEO จะรู้จักในรูปแบบของการแย่งชิงพื้นที่บน Search Engine เพื่อให้ได้มาของจำนวนคนเยี่ยมชมเว็บเพิ่มขึ้น บางทีค้นๆไป เจอข้อมูลที่ไม่ตรงกับคำค้น ที่ Search Engine จัดเตรียมมาให้ ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า Search Engine เป็นเหมือนโปรแกรมๆ หนึ่งที่ทำงานตามคำสั่งของคนที่ออกแบบมัน ฉนั้นมันก็ยอมจะมีช่องโหว่ หรือจุดบกพร่องอันเกิดจากการใช้งาน หรือวิธีการอันซับซ้อน ของคนทำ SEO

การทำ SEO กับ Google และ Yahoo นั้นมีคนบอกว่าไม่ยากแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย (จริงรึเปล่า อันนี้ต้องใช้วิจารณณาณ นะครับ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งมือใหม่ที่คิดว่าการทำ SEO ขอเพียงมีลิงค์เยอะๆ จิ้มเข้าหาก็เพียงพอจะทำให้เว็บขึ้นอันดับซึ่งไม่ถูกต้องซะทีเดียว ความจริงๆแล้วการทำ SEO คือการทำความเข้าใจกับรูปแบบการจัดอันดับ ไม่มีคำว่าดวง หรือโชคในระบบแห่งนี้ ทุกสิ่งมีที่มาที่ไปเป็นเหตุเป็นผลกันหมด

จากประสบการณ์ตรงของผู้ที่ข้องแวะกับ Search Engine ยักใหญ่ทั้งสองแห่งนี้ ทำให้ได้พบอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจ และเชื่อว่าหากเราเข้าใจมันก็ไม่ยากที่จะเข้ามาเล่นในสนามรบแห่งนี้ ลองมาดู กันว่ามีอะไรบ้าง
– Google เป็นคนใจง่าย ไม่ว่าเราจะเป็นคนยังไง Google ก็มักจะเก็บเราเป็นส่วนหนึ่งในใจเขาตั้งแต่แรกพบ ต่างกับ Yahoo ที่กว่าจะรู้จักเราช่างนานเสียจริง
– Yahoo มองคนที่ชื่อ ไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างหน้าตาห่วยแค่ไหน หากเพียงชื่อคุณมันโดนใจ Yahoo ก็มักจะลำเอียงไปหา
– Google ไม่ชอบให้ใครมาว่าเขา หากคุณได้ลองเขียน blog ขึ้นมา แล้วเว็บนั้นเขียนเรื่องที่ทำให้เขาต้องเสีย เขาจะทำให้คุณหายไปจากความทรงจำ
– Yahoo รักน้อยๆ แต่รักนานๆ หากรักใครแล้วมักจะไม่ค่อยปล่อยให้หายไปไหน ต่างจากพี่ Google ที่ชอบเด็กใหม่ๆ หากมีมาขอให้ได้ลอง
– Google นั้นเบื่อง่าย ไม่ชอบอะไรซ้ำๆ หากคุณไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง เอาแต่ทำตามชาวบ้านก็ยากที่เขาจะปลื้ม
– Yahoo เข้าข้างเพื่อนตัวเองอย่างเห็นได้ชัด หากคุณเช่า Host กับเขาก็เหมือนกับมีเครื่องยนต์ที่ติดเทอร์โบ
– Google แยกประเภทของทุกสิ่งออกจากกัน หากเป็น Blog ก็มักจะติดอันดับที่ดีใน Blog search ถ้าอยากเกิดต้องวางแผนให้ดี
– Yahoo ยังแยกไม่ค่อยออกมว่าอันไหนคือการ spam ต่างจากกับ Google ที่เก่งกาจเรื่องการจับผิดยิ่งนัก หากจะทำก็ต้องระวังโดนบอกเลิก
– Google เข้าใจได้หลายภาษา เหมือนเตรียมตัวมาเพื่อจีบชาวต่างชาติ หากคุณลองค้นหาด้วยคำว่า “บุฟเฟ่ต์” จะเห็นว่า เขาไปทำตัวหนาที่ “buffet” เช่นกัน
– Google และ Yahoo มีนิสัยไม่อยู่สุข มือไม้ไต่ไปทั่วตามลิงค์ที่เห็น อันไหนที่ยอมให้เสี่ยทั้งสองเข้าไปลูบๆ จับๆ บ่อยครั้ง โอกาสที่เสี่ยจะดันให้เกิดก็มีสูง
หากมาลองเปรียบเทียบระหว่าง Search Engine อย่าง Google และ Yahoo กับมนุษย์เรา ก็ไม่ต่างอะไรกับคนทั่วไป ที่มีทั้งรัก โลภ โกรธ หลง มีการเวียน ว่าย ตาย เกิด ในระบบนี้ หากเราเข้าใจทุกสิ่งที่เขาต้องการ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา การทำ SEO ก็เหมือนกับการอ่อยเหยื่อให้กับ Google และ Yahoo นั่นเอง

ที่นี้รู้กันแล้วนะครับ บางอย่างที่เราค้นหานั้น ไม่ได้เจอกันโดยบังเอิญ แต่เบื้องหลังการทำงานที่สลับซับซ้อนของ Search Engine นั้น ยังมีคนที่สามารถสั่งให้ หรือกำหนดให้เว็บสามารถอยู่ลำดับต้นๆของการค้นหาได้ โดยเฉพาะในประเทศไทยแล้วมีการทำ SEO อย่างซับซ้อนจนยากที่จะดูออกว่าสิ่งที่ค้นหานั้นเป็นการทำ SEO เพื่อให้การค้นหาเจอจาก Search Engine เพิ่มมากขึ้น

ผลการสำรวจพฤติกรรม SOCIAL NETWORK FACEBOOK

มาตรฐาน

บทความนี้จะกล่าวถึงพฤติกรรมที่ชาวไอทีทั้งหลายใช้งาน social network อย่าง facebook กันว่า คนส่วนใหญ่เค้าเข้ามาทำอะไรกันที่ facebook การได้รับความนิยมจากทั่วโลกนั้นส่งผลให้ facebook มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมในการดำรงชีวิตบนโลกออนไลน์ มีการติดต่อสื่อสาร พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึก แชร์ความร้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างกว้างขวาง

Pete Cashmore ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเว็บล็อคข่าวไอทียอดฮิตอย่าง Mashable ซึ่งรับหน้าที่เขียนคอลัมน์เกี่ยวกับเครือข่ายสังคมและเทคโนโลยีให้ CNN.com ลงมือรวบรวมผลการสำรวจพฤติกรรมชาวเครือข่ายสังคมเพื่อประมวลเป็น “10 ความจริงน่าทึ่งของผู้ใช้เฟซบุ๊ก” ที่แม้จะเป็นการทำสำรวจในสังคมอเมริกัน แต่บางข้อก็พบได้บ่อยในสังคมไทยเช่นกัน

ตัวอย่างบางส่วนใน 10 ผลการสำรวจน่าสนใจที่ Cashmore ยกมาพูดถึงคือ 47% เคยโพสต์คำสบถแสดงอารมณ์บนหน้าเพจเฟซบุ๊ก ขณะที่ชาวเฟซบุ๊กดีกรีปริญญาซึ่งพูดคุยเรื่องเหล้ายาปลาปิ้งจะมีแนวโน้มมีเพื่อนมากกว่าคนที่ไม่พูดถึงแอลกอฮอล์บนเฟซบุ๊ก และชาวเฟซบุ๊ก 48% เข้าไปดูโปรไฟล์ของแฟนเก่าบ่อยครั้ง คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น ภาพล้อเลียนเครือข่ายสังคมเฟซบุ๊กในอินเทอร์เน็ต

 1. เจ้านายและลูกน้องไม่ควรเป็นเพื่อนกันบนเฟซบุ๊ก การสำรวจชาวอเมริกันกว่า 1,000 คนในโครงการ Responsibility Project ของกลุ่ม Liberty Mutual ในเดือนกุมภาพันธ์ 2010 พบว่าคอเฟซบุ๊กอเมริกันมากกว่าครึ่งคิดว่าเจ้านายและลูกน้องไม่ควรเป็นเพื่อนกันบนเฟซบุ๊ก แม้ว่าชีวิตการทำงานและชีวิตประจำวันของคนไอทีจะคาบเกี่ยวกันมากขึ้น แต่คนไอทีก็ยังมองว่าควรมีเส้นแบ่งให้ชัดเจน และเจ้านายควรวางตัวให้ดีเพื่อจะได้ตัดสินพนักงานที่ความสามารถแท้จริงมากกว่าความสัมพันธ์ส่วนบุคคล โดย 62% มองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมหากเจ้านายตอบรับเป็นเพื่อนกับลูกน้องบนเฟซบุ๊ก

2. ลิงก์เว็บไซต์ลามกถูกแชร์บนเฟซบุ๊กมากกว่าปกติถึง 90% ความจริงข้อนี้ได้จากการศึกษาของ Dan Zarrella ผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายสังคมซึ่งพบว่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคมปี 2010 ในบรรดาลิงก์เว็บไซต์ข่าวและบล็อกกว่า 12,000 ลิงก์ที่เขาศึกษา ปรากฏว่าลิงก์เว็บไซต์สยิวถูกแชร์หรือแบ่งปันในเฟซบุ๊กมากกว่าค่ามาตรฐานถึง 90% โดยลิงก์ที่มีหัวเรื่องในแง่บวกจะถูกแชร์มากกว่าหัวเรื่องด้านลบ

3. คนมีคู่บนเฟซบุ๊กมีความสุขมากกว่าคนโสด เดือนกุมภาพันธ์ 2010 เฟซบุ๊กใช้วันวาเลนไทน์เป็นวันเปรียบเทียบสถานะความสัมพันธ์หรือ relationship status กับความสุขของผู้ใช้แต่ละคน ปรากฏว่าคนที่ตั้งสถานะว่า “in relationships” หรือ “กำลังเริ่มความสัมพันธ์” นั้นโพสต์ข้อความแสดงอารมณ์เชิงบวกมากกว่าคนที่มีสถานะ “Single” ทำให้แปลได้ว่าคนมีคู่บนเฟซบุ๊กนั้นมีความสุขมากกว่าคนโสด และคนที่แต่งงานแล้ว (married) หรือหมั้นหมายแล้ว (engaged) จะมีดีกรีความสุขมากกว่ากลุ่ม”เพิ่งเริ่มคบหา” ที่น่าสนใจคือกลุ่มที่ตั้งสถานะว่า “open relationship” หรือที่แปลว่ายังไม่ผูกสมัครรักใครเป็นตัวตน กลับมีความสุขน้อยกว่าคนโสด คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น Facebook เครือข่ายสังคมที่ทำให้คนออนไลน์สามารถสื่อสารกันได้ทั่วถึงทั่วโลก การสำรวจพบว่าชาวเฟซบุ๊กเข้าไปดูหน้าเพจของ”แฟนเก่า”บ่อยขึ้น

4. 21% บอกเลิกผ่านเฟซบุ๊ก การสำรวจในเดือนมิถุนายนปี 2010 ในกลุ่มผู้ใช้เฟซบุ๊ก 1,000 คน (70% เป็นชาย) พบว่ากว่า 25% เคยถูกทิ้งทางเฟซบุ๊ก โดยส่วนใหญ่ถูกทำร้ายจิตใจด้วยการเปลี่ยนสถานะเป็น “โสด” ของคนรัก การสำรวจครั้งนั้นพบว่า 21% ของกลุ่มตัวอย่างเลือกที่จะตัดสัมพันธ์ด้วยการเปลี่ยนสถานะ ซึ่งโชคยังดีเมื่อพบว่าส่วนใหญ่เป็นการเลิกราธรรมดา ไม่ใช่การหย่าร้างของคู่สามีภรรยา ยังมีการสำรวจอีกชิ้นที่พบว่า ผู้หญิงตกที่นั่งถูกตัดเยื้อใยผ่านเฟซบุ๊กน้อยกว่าผู้ชาย โดยผู้หญิงมีสถิติที่ 9% เทียบกับฝ่ายชายที่มีสัดส่วนถึง 24%

 5. 85% ของผู้หญิงถูกเพื่อนในเฟซบุ๊ก”รำคาญ” การสำรวจของกลุ่ม Eversave ซึ่งถูกเปิดเผยในเดือนมีนาคม พบว่าชาวเฟซบุ๊กหญิงกว่า 85% ยอมรับว่าเคยถูกเพื่อนบนเฟซบุ๊กรำคาญเคืองใจ โดยส่วนใหญ่บอกว่าถูกรำคาญด้วยข้อหา”บ่นตลอดเวลา” (63%) บางคนโดนข้อหา “พูดเรื่องการเมืองไม่พึงประสงค์” (42%) และ “คุยโวเกี่ยวกับชีวิตสมบูรณ์แบบ” (32%)

  6. ครอบครัวเฟซบุ๊ก 25% ไม่ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว เดือนมิถุนายนปี 2010 การสำรวจโดยนิตยสาร Consumer Reports พบว่า 1 ใน 4 ของครัวเรือนที่มีชื่อบัญชีใช้งานเฟซบุ๊กยังไม่ทราบหรือไม่ลงมือตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในเฟซบุ๊ก โดย 26% ของครอบครัวที่มีเด็ก มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เด็กมีความเสี่ยงตกอยู่ในอันตราย โดยเฉพาะภัยลักพาตัว ด้วยการโพสต์ภาพและชื่อของเด็กลงไป ซึ่งจะสามารถเปิดโอกาสให้โจรร้ายสามารถรู้ข้อมูลของเด็กได้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

 7. พ่อแม่ 48% เป็นเพื่อนกับลูกบนเฟซบุ๊ก ข้อนี้ในเมืองไทยก็เห็นได้มาก โดยการสำรวจช่วงพฤษภาคม 2010 โดย Retrevo พบว่าพ่อแม่เกือบครึ่งที่ขอเป็นเพื่อนกับลูกในเครือข่ายสังคม ซึ่งเมื่อพ่อแม่กลุ่มตัวอย่างถูกถามว่า จะยินยอมให้ลูกลงชื่อใช้งานเฟซบุ๊กหรือเครือข่ายสังคมอื่นได้อายุเท่าใด ราว 26% ระบุว่าต้องรอให้มากกว่า 18 ปี โดย 36% บอกว่า 16-18 ปี อีก 30% บอกว่า 13-15 ปี เพียง 8% เท่านั้นที่บอกว่าต่ำกว่า 13 ปี คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้ง Facebook

    8. 47% สบถบน wall การสำรวจโดยบริษัท Reppler พบว่าผู้ใช้เฟซบุ๊ก 47% เคยโพสต์ข้อความสบถระบายอารมณ์ขุ่นมัวไว้บนวอลล์ หรือกระดานแสดงความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊ก โดยคำสบถยอดนิยมหนีไม่พ้น “F-word” หรือ F_ck นั่นเอง

9. 48% ดูโปรไฟล์แฟนเก่าบ่อยขึ้น ผลการสำรวจนี้เป็นของ YouTango กลุ่มตัวอย่าง 48% ยอมรับว่าเข้าไปดูโปรไฟล์ของแฟนเก่าบ่อยครั้งกว่าเมื่อตอนยังคบกัน ผลการสำรวจนี้ถูกมองว่าเทคโนโลยีใหม่อย่างเครือข่ายสังคมเป็นตัวการควบคุมให้คนอกหักมีพฤติกรรมเช่นนี้ (อิอิ)

10. 36% ของคนเฟซบุ๊กอายุ 35 ลงไป เล่น Facebook, Twitter หลังมีเพศสัมพันธ์ ผลการสำรวจนี้ถูกเผยแพร่ในเดือนตุลาคมปี 2009 โดย Retrevo ระบุว่าเครือข่ายสังคมกำลังกลายเป็นสิ่งที่สำคัญในวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ โดยพบว่าในคนอเมริกันที่มีอายุ 35 ปีลงไป จะเล่นทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก หรือส่งข้อความแชต (texting) หลังตะลุ่มตุ้มแช่กันแล้ว น่าตกใจที่การสำรวจในครั้งนั้นพบว่า 40% ของกลุ่มตัวอย่างเล่นทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก และแชตขณะขับรถ อีก 64% บอกว่าทำขณะทำงาน อีก 65% บอกว่าใช้เป็นช่องทางสื่อสารระหว่างวันหยุด ถ้าเป็นในเมืองไทย ความจริงน่าทึ่งของชาวเฟซบุ๊กอาจจะเป็น”คนไทยดูละครผ่านเฟซบุ๊ก”ก็ได้ เพราะคอละครไทยจำนวนไม่น้อยโพสต์ข้อความอัปเดทเฟซบุ๊กด้วยความอินในอารมณ์เหลือเกิน ^ ^

ผลสำรวจข้างตอนส่วนหนึ่งอ้างอิงมาจาก facebook เป็นการเขียนขึ้นอ่านแล้วน่าสนใจ ก็เลยขออนุญาตินำมาเผยแพร่ต่อ จะเห็นได้ว่ามีการกล่าวถึงพฤติกรรมเกี่ยวกับคนที่ใช้งาน social network อย่าง facebook ในมุมมองต่างๆ สามารถตอบสนองผู้ใช้งาน ขอห้าม ข้อจำกัด ที่ควรหลีกเลี่ยงแยกไว้เป็นข้อๆ ให้สามารถติดตามอ่านได้สะดวก